อัปเดตชุดแรกของเดือนสิงหาคมลงที่ฝั่ง analytics ครับ — ตอนนี้ Pushwoosh เก็บรายได้เป็น event ของตัวเองได้แล้ว และ control group analytics ก็บอกได้ว่ารายได้ส่วนไหนที่มาจากข้อความที่คุณส่งจริงๆ พร้อมกับ native in-app messages ที่เพิ่งเปิดตัวด้วยครับ

นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไป 👇

ติดตามรายได้ใน Pushwoosh ด้วย Conversion Event 🤑

ตอนนี้ Pushwoosh เก็บรายได้เป็น event ประเภทของตัวเองได้แล้วครับ ทุกการซื้อ, การต่ออายุ, หรือการจ่ายเงินจะถูกบันทึกเป็น PW_Conversion — ตัวเลขเดียวที่สะอาดและนำไปใช้ต่อได้เลย

Event PW_Conversion พร้อมข้อมูลรายได้ใน Pushwoosh Control Panel

การตั้งค่าไม่ยุ่งยากครับ ส่ง event นี้จากโค้ดของคุณหลังการซื้อ หรือแมปกับ event ที่คุณยิงอยู่แล้ว — รวมถึง Stripe และ Shopify webhook — โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลยก็ได้ ประเด็นสำคัญคือสิ่งที่คุณทำได้ต่อเมื่อรายได้เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว

สิ่งนี้ใช้งานจริงได้ยังไง:

  • แบ่งกลุ่มตามยอดใช้จ่ายจริง สร้าง RFM segment ของลูกค้ากลุ่มมูลค่าสูงจากยอดซื้อจริงและความถี่ล่าสุด — ไม่ต้องเขียน logic รายได้เองทีละ event แคมเปญ VIP ของคุณจะเจาะกลุ่มคนที่จ่ายเงินจริง ไม่ใช่แค่คนที่เปิดข้อความอ่าน
  • ดูว่า Journey ไหนทำเงินได้จริง ผูกรายได้เข้ากับ Customer Journey หรือแคมเปญ แล้ว abandoned-cart flow ของคุณก็จะไม่รายงานแค่ click-through อีกต่อไป แต่โชว์รายได้ที่กู้คืนมาได้จริง
  • รายได้ตัวเลขเดียวจากทุกแหล่ง รวม in-app purchase กับการจ่ายเงินผ่าน Stripe หรือ Shopify webhook ไว้ใน dataset เดียว ไม่ต้องมาปะติดปะต่อข้อมูลจากแต่ละแหล่งด้วยมือ — ใช้ได้ดีกับธุรกิจ e-commerce และแอป subscription ที่กำลังขยายฐานลูกค้าในไทย

คุณตัดสินใจอยู่แล้วว่าจะส่งอะไร ถึงใคร และบ่อยแค่ไหน เพียงแต่ตอนนี้คุณตัดสินใจจากยอดเปิดและคลิก เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่เรามีให้คุณดู ส่ง PW_Conversion แล้วการตัดสินใจแบบเดียวกันนี้จะทำได้จากตัวเงินจริง — แคมเปญไหนควรเก็บไว้ แคมเปญไหนควรเลิก เซกเมนต์ไหนควรส่งเพิ่ม และเซกเมนต์ไหนที่กำลังทำให้คุณเสียลูกค้าไปเปล่าๆ ด้วยการ unsubscribe

Tatevik Bidzhoian
Tatevik Bidzhoian
Head of Product ที่ Pushwoosh

ตัวอย่างวิธีที่ทีมต่างๆ นำไปใช้จริง:

  • E-commerce แมป Shopify checkout webhook เข้ากับ PW_Conversion แล้ว abandoned-cart flow ของคุณจะไม่รายงานแค่ยอดเปิดอีกต่อไป — คุณจะเห็นรายได้ที่กู้คืนมาได้จริง และรู้ว่าคุ้มกับการส่งหรือไม่
  • แอปแบบ Subscription เชื่อมกับ Stripe renewal event เพื่อดูว่า journey แบบ win-back หรือ renewal-reminder ไหนที่ดึงผู้ใช้ที่เลิกจ่ายเงินให้กลับมาจ่ายอีกครั้งได้จริง แทนที่จะเดาจาก click-through
  • เกมและแอปที่มี In-App Purchase ป้อนข้อมูล in-app purchase เข้าไป แล้วสร้าง RFM segment ที่ดึงกลุ่มลูกค้าที่จ่ายเงินสูงสุดออกมา — จากนั้นส่งข้อเสนอที่คุณไม่กล้าส่งให้ฐานผู้ใช้ทั้งหมดครับ

วัดผลกระทบจริงของข้อความที่คุณส่ง 📊

การมีรายได้ไหลเข้ามาคือแค่ครึ่งเรื่องครับ อีกครึ่งคือการพิสูจน์ว่าข้อความที่คุณส่งคือสิ่งที่ทำให้รายได้นั้นเกิดขึ้นจริง — และนี่คือสิ่งที่ control group analytics ตอบได้แล้วตอนนี้

Global control group จะกันผู้ใช้ส่วนหนึ่งที่คงที่ไว้ไม่ให้ได้รับข้อความมาร์เก็ตติ้งใดๆ แต่ยังคงได้รับข้อความ transactional ตามปกติ ระบบ analytics ใหม่นี้จะเทียบกลุ่มที่ถูกกันไว้กับกลุ่มที่ได้รับแคมเปญจริง เพื่อให้คุณเห็น lift ที่ข้อความของคุณสร้างขึ้นได้จริง

Global control group analytics ที่เทียบกลุ่มที่ถูกกันไว้กับผู้ใช้ที่ได้รับแคมเปญ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: นี่คือคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามที่ว่ารายได้ส่วนนี้มาจากมาร์เก็ตติ้งจริงแค่ไหน ยิ่งฐานผู้ใช้ของคุณใหญ่ การเทียบแบบ holdout นี้ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น

จับคู่กับ conversion events ด้านบน แล้ววงจรก็จะครบ ติดตามรายได้ก่อน จากนั้นวัดว่าแคมเปญของคุณสร้างรายได้ส่วนนั้นได้จริงมากแค่ไหน

ออกแบบข้อความในแอปแบบ Native 📱

Native in-app messages ใช้งานได้แล้วใน Pushwoosh — คอนเทนต์ในแอปที่ถูกสร้างให้แสดงผลเป็นส่วนหนึ่งของ interface ของแอปคุณเอง ไม่ใช่การซ้อนทับแบบ web overlay เปิดเร็วขึ้น เคลื่อนไหวลื่นขึ้น และสร้างได้เองโดยไม่ต้องพึ่งทีมออกแบบหรือทีมพัฒนา

การสร้างข้อความในแอปแบบ native ใน Pushwoosh editor

มีรูปแบบการแสดงผลให้เลือก 3 แบบ:

  • Modal — การ์ดที่อยู่ตรงกลางจอ เลือกใส่พื้นหลังแบบหรี่แสงได้ เหมาะกับข้อเสนอเดียวหรือ prompt สั้นๆ
  • Fullscreen — ภาพเต็มจอแบบ edge-to-edge พร้อมหัวข้อ, ข้อความ และปุ่มซ้อนอยู่ด้านบน
  • Stories — ชุดสไลด์เต็มจอต่อกันพร้อม progress bar คล้ายฟอร์แมต stories ที่ผู้ใช้คุ้นเคยจากแอปโซเชียลอยู่แล้ว

กรณีการใช้งาน: Native in-app เหมาะกับ onboarding tip, feature nudge หรือแบบสำรวจสั้นๆ ระหว่างที่ผู้ใช้อยู่ในแอป

Email Editor ฉลาดขึ้น ✏️

อัปเดตชุดใหญ่ที่ทำให้ drag-and-drop editor ทำงานแทนคุณได้มากขึ้น:

  • Conditional content — เงื่อนไขการแสดงผลของ block ตอนนี้รับ Liquid expression แบบไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เลือก tag จากลิสต์เหมือนก่อน และคุณสามารถต่อ IF / ELSE IF / ELSE เพื่อโชว์เนื้อหาคนละแบบให้แต่ละกลุ่มผู้รับ แทนที่จะแค่โชว์หรือซ่อน block เดียว อ่านเพิ่มเติม →
  • Product catalog ในอีเมล — Product block ตอนนี้ดึงข้อมูลสดตรงจาก feed ที่เชื่อมต่อไว้ (Google Merchant XML หรือ JSON) ทำให้รายการสินค้าอัปเดตอยู่เสมอโดยไม่ต้องแก้มือ อ่านเพิ่มเติม →
  • Image fit — ปรับขนาดและครอปรูปภาพภายใน Card และ Column block ได้ตรงใน editor เลย ไม่ต้องแก้โค้ด อ่านเพิ่มเติม →
  • Keep copies in sync — แก้ block ที่ใช้ซ้ำครั้งเดียว แล้วการเปลี่ยนแปลงจะอัปเดตทุกที่ที่ block นั้นถูกใช้ รวมถึงอีเมลที่ตั้งเวลาส่งไว้แล้วด้วย อ่านเพิ่มเติม →
  • Brand book — บันทึกสี, ฟอนต์ และโลโก้ของแบรนด์ไว้ครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ซ้ำได้ในทุกอีเมลเพื่อความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์ อ่านเพิ่มเติม →

อัปเดตเล็กๆ สำหรับ In-App และ Web Popup 🔧

3 อัปเดตเล็กๆ ที่ใช้บ่อยในงานประจำวัน:

  • Preview in-app ก่อนส่งจริง ดูว่าเทมเพลตแสดงผลและทำงานยังไงบนอุปกรณ์จริง ได้ตรงใน Control Panel ก่อนที่จะส่งออกไป อ่านเพิ่มเติม →
  • Corner radius ของปุ่มปิด in-app สไลเดอร์ตั้งแต่ 0 ถึง 16px ปรับปุ่มปิดได้ตั้งแต่กลมเต็มไปจนถึงเหลี่ยม ให้เข้ากับดีไซน์ของคุณ อ่านเพิ่มเติม →
  • Subscription form ใน Web Popup แสดงฟอร์ม subscription ที่มีอยู่แล้วภายใน web popup แทนแบนเนอร์ — ค้นหาฟอร์มด้วยชื่อแล้วใส่เข้าไปได้เลย อ่านเพิ่มเติม →
การเลือกฟอร์ม subscription เป็นเนื้อหาของ web popup ใน Pushwoosh

ลองใช้อัปเดตเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ทุกฟีเจอร์ด้านบนพร้อมใช้งานในบัญชีของคุณแล้วครับ อัปเดตเดือนสิงหาคมยังมีตามมาอีก ระหว่างนี้เข้าสู่ระบบแล้วเริ่มใช้งานได้เลย

เปิด Pushwoosh แล้วเริ่มใช้งาน
เข้าสู่ระบบบัญชีของคุณ

ดูรายการอัปเดตทั้งหมดได้ใน release notes ของเราครับ


Valentina Stepanova
Content Marketing Writer ที่ Pushwoosh
แชร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด