ความหมายของการซื้อในแอป แบบสั้นที่สุด: การซื้อในแอป (in-app purchase หรือ IAP) คือการชำระเงินใดๆ ที่ผู้ใช้ทำภายในแอปมือถือหลังจากติดตั้งแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อเนื้อหาดิจิทัล ฟีเจอร์ หรือการสมัครสมาชิก แยกต่างหากจากค่าดาวน์โหลดแอปนะคะ Apple เรียกสิ่งนี้ว่า in-app purchases ส่วน Google Play เรียกว่า in-app products หากคุณเคยแตะ “ซื้อ” ไอเทมอัปเกรด ชุดเหรียญ หรือแพ็กพรีเมียมในแอปไหนก็ตาม นั่นคือ IAP ค่ะ
แล้วการซื้อในแอปมีความหมายอย่างไรต่อธุรกิจของคุณ? หากคุณดูแลหรือทำการตลาดแอปมือถือ IAP น่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างรายได้ที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมีอยู่ในมือ ตลาด IAP ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตถึง 340.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 และการรู้วิธีใช้ IAP คือก้าวแรกในการคว้าส่วนแบ่งของคุณ
บทความนี้ครอบคลุมคำจำกัดความของการซื้อในแอป ประเภทหลักๆ ของการซื้อในแอป วิธีการทำงาน และประโยชน์ของ IAP นอกจากนี้คุณจะได้เห็นว่าแบรนด์จริงตั้งแต่ Candy Crush ไปจนถึง Coursera ใช้ IAP เพื่อขับเคลื่อนการสร้างรายได้จากแอปมือถืออย่างไร และ Pushwoosh ช่วยเปลี่ยนกลยุทธ์เหล่านั้นให้เป็นรายได้ได้อย่างไรบ้าง
คำจำกัดความของการซื้อในแอป: IAP คืออะไรกันแน่?
การซื้อในแอป (IAP) คือธุรกรรมใดๆ ที่ผู้ใช้ทำภายในแอปพลิเคชันมือถือหลังจากดาวน์โหลด ซึ่งแตกต่างจากการจ่ายเงินเพื่อดาวน์โหลดแอปเอง IAP เกิดขึ้น ภายใน แอปฟรีหรือแอปที่ต้องจ่ายเงิน ทำให้ผู้ใช้ซื้อเนื้อหาดิจิทัล ฟีเจอร์ หรือบริการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกจากแอป
นี่คือตัวอย่างของการซื้อในแอปในทางปฏิบัติ:
- การปลดล็อกด่านพรีเมียม ในเกมพัซเซิลอย่าง Candy Crush Saga
- การซื้อสกุลเงินเสมือน (เพชร เหรียญ คริสตัล) ในแอปอย่าง Duolingo หรือ Forest
- การสมัครสมาชิกเพื่อใช้ฟีเจอร์พรีเมียม เช่น การฟังเพลงแบบไม่มีโฆษณาในแอปสตรีมมิ่งเพลง
นั่นคือความหมายทั้งหมดของการซื้อในแอป: ธุรกรรมสำหรับสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในแอป
การทำความเข้าใจความหมายของการซื้อในแอปสำคัญมากสำหรับนักพัฒนาและนักการตลาดแอป เพราะ IAP คือวิธีสร้างรายได้หลักของแอปที่ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งเป็นแอปส่วนใหญ่ทั้งบน Apple App Store และ Google Play
Offers In-App Purchases ที่เห็นใน App Store หมายถึงอะไร?
หากคุณเคยเลื่อนดูหน้ารายละเอียดแอปใน App Store คุณอาจเคยเห็นข้อความเตือนว่าแอปนี้มีการขาย IAP แล้ว Offers In-App Purchases หมายถึงอะไรกันแน่? ทั้งสอง store แสดงข้อความนี้ แต่อยู่คนละตำแหน่งค่ะ
บน Google Play ป้ายจะขึ้นว่า “Offers in-app purchases” อยู่ใต้ชื่อแอป ผู้พัฒนา และเรตติ้งอายุทันที Google Play ไม่ได้เปิดเผยรายการไอเทมทั้งหมด แต่ในส่วน Additional Information คุณจะเห็นช่วงราคาของ in-app products ได้
บน Apple App Store ข้อความ “In-App Purchases” จะปรากฏข้างปุ่ม Get (สำหรับแอปฟรี) หรือข้างราคา (สำหรับแอปเสียเงิน) เปิดหน้าโปรดักต์ของแอป เลื่อนไปที่ส่วน Information แล้วแตะ In-App Purchases เพื่อดูรายการทั้งหมด
ดังนั้นเมื่อมีคนถามว่า Offers In-App Purchases หมายถึงอะไร คำตอบง่ายๆ คือ store กำลังบอกคุณก่อนดาวน์โหลดว่าแอปนี้มีเนื้อหาที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมอยู่ข้างในนั่นเอง สำหรับนักพัฒนา ป้ายนี้คือจุดแรกที่ผู้ใช้ที่มีแนวโน้มจะใช้แอปได้รู้ว่ามีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงควรออกแบบประสบการณ์ในแอปรอบๆ จุดนี้ให้ดีนะคะ
ประเภทของการซื้อในแอป
การซื้อในแอปไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ประเภทของการซื้อในแอปที่คุณนำเสนอจะกำหนดรูปแบบการสร้างรายได้ ประสบการณ์ผู้ใช้ และศักยภาพในการสร้างรายได้ของคุณ มีสามประเภทหลักดังนี้
การซื้อในแอปแบบใช้แล้วหมดไป (Consumable)
การซื้อในแอปแบบใช้แล้วหมดไปคือไอเทมที่ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วต้องซื้อซ้ำ เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุดในเกมมือถือและแอปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- สกุลเงินเสมือน: เพชรใน Duolingo, ทองคำแท่งใน Candy Crush Saga
- การเติมพลังงานหรือชีวิต: ชีวิตพิเศษในเกมพัซเซิล, น้ำมันในเกมแข่งรถ
- ตัวช่วยชั่วคราว: ตัวคูณ XP, การเร่งความเร็ว หรือไอเทมเพิ่มพลังที่หมดอายุหลังใช้งานครั้งเดียว
ไอเทมแบบใช้แล้วหมดไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ ทำให้เป็นแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอ
การซื้อในแอปแบบถาวร (Non-consumable)
การซื้อในแอปแบบถาวรคือไอเทมที่ผู้ใช้ซื้อครั้งเดียวแล้วเป็นเจ้าของตลอดไป ไม่หมดอายุหรือลดลง
- ฟีเจอร์พรีเมียม: ลบโฆษณา, ปลดล็อกโหมดกล้องโปร
- เนื้อหาถาวร: สกินตัวละครใหม่, แพ็กด่านพิเศษ หรือธีมสำหรับแอปเพิ่มประสิทธิภาพ
- สินค้าดิจิทัล: สติกเกอร์ ฟิลเตอร์ หรือเทมเพลตออกแบบที่อยู่ในบัญชีผู้ใช้ตลอดไป
ไอเทมแบบถาวรเหมาะกับแอปที่ต้องการเส้นทางอัปเกรดที่ชัดเจนจากฟรีไปสู่พรีเมียม
การสมัครสมาชิก (Subscriptions)
การสมัครสมาชิกในแอปให้สิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาหรือฟีเจอร์ตามรอบเวลา ไม่ว่าจะรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี
- การสมัครสมาชิกแบบต่ออายุอัตโนมัติ: เรียกเก็บเงินเมื่อสิ้นสุดแต่ละรอบบิล (เช่น Spotify Premium, Coursera Plus, Headspace)
- การสมัครสมาชิกแบบไม่ต่ออายุ: หมดอายุหลังครบระยะเวลาที่ซื้อและต้องต่ออายุด้วยตนเอง (เช่น บัตรผ่านดูกีฬาตามฤดูกาล, การเข้าถึงคอร์สแบบจำกัดเวลา)
การสมัครสมาชิกคือส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดของรายได้จาก IAP และให้รายได้ที่คาดการณ์ได้และสม่ำเสมอแก่นักพัฒนา
การซื้อในแอปทำงานอย่างไร?
ขั้นตอนการซื้อในแอปไม่ซับซ้อนเลยค่ะ:
- ผู้ใช้เริ่มการซื้อ ผู้ใช้แตะปุ่ม “ซื้อ” หรือ “สมัครสมาชิก” ในแอป
- App store ประมวลผลการชำระเงิน ธุรกรรมวิ่งผ่านเกตเวย์การชำระเงินของแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Apple App Store หรือ Google Play ผู้ใช้ยืนยันตัวตน (Face ID, ลายนิ้วมือ หรือรหัสผ่าน) แล้ว store จะประมวลผลการชำระเงินอย่างปลอดภัย
- เนื้อหาถูกปลดล็อก เมื่อการชำระเงินสำเร็จ แอปจะส่งมอบไอเทม ฟีเจอร์ หรือสิทธิ์การสมัครสมาชิกให้ทันที
นักพัฒนาผสาน IAP เข้ากับแอปด้วย SDK เฉพาะแพลตฟอร์ม (StoreKit สำหรับ iOS, Google Play Billing Library สำหรับ Android) SDK เหล่านี้จัดการรายการสินค้า การประมวลผลการชำระเงิน การตรวจสอบใบเสร็จ และการส่งมอบเนื้อหา นักพัฒนาจึงมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ผู้ใช้แทนที่จะต้องสร้างระบบชำระเงินเอง
App store จะหักค่าคอมมิชชั่นโดยทั่วไป 15 ถึง 30% ต่อธุรกรรม ส่วนที่เหลือส่งไปยังนักพัฒนา
ประโยชน์ของการซื้อในแอปสำหรับนักพัฒนาและผู้ใช้
ทำไมต้องใช้การซื้อในแอป? ข้อดีของ IAP ครอบคลุมทั้งสองฝ่ายของธุรกรรม
สำหรับนักพัฒนาแอป
- การสร้างรายได้ที่หลากหลาย: ผสมผสานไอเทมแบบใช้แล้วหมดไป แบบถาวร และการสมัครสมาชิกให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายและโมเดลธุรกิจของคุณ
- รายได้จากแอปฟรี: โมเดล freemium — ดาวน์โหลดฟรีพร้อมตัวเลือกซื้อในแอป — คือกลยุทธ์การจัดจำหน่ายที่ทำกำไรได้มากที่สุดในวงการมือถือ ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงและขยายฐานผู้ติดตั้ง
- รายได้ประจำที่คาดการณ์ได้: การสมัครสมาชิกให้กระแสรายได้ที่มั่นคงซึ่งช่วยในการวางแผนและคาดการณ์
- CLV ที่สูงขึ้น: ผู้ใช้ที่ซื้อสินค้าเสมือนหรือฟีเจอร์พรีเมียมมักมีส่วนร่วมมากขึ้น อยู่กับแอปนานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
สำหรับผู้ใช้
- ลองก่อนซื้อ: โมเดล freemium ให้ผู้ใช้สำรวจแอปหลักได้ฟรีก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน
- ประสบการณ์ที่ดีขึ้น: IAP มอบการปรับแต่งส่วนบุคคล เนื้อหาพรีเมียม และความสะดวกสบาย ผู้ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าจริง
- การใช้จ่ายที่ยืดหยุ่น: ผู้ใช้ควบคุมได้ว่าจะใช้จ่ายเท่าไรและเมื่อไร ตั้งแต่การปลดล็อกครั้งเดียวราคา $0.99 ไปจนถึงการสมัครสมาชิกรายเดือน
แอปที่ถอดรหัส IAP ได้สำเร็จ
แอปประเภทใดที่พึ่งพาการซื้อในแอปมากที่สุด? ส่วนใหญ่คือเกม แอปเพิ่มประสิทธิภาพ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ และแอปช็อปปิ้ง สิ่งที่น่าศึกษาไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาขาย IAP แต่คือ ที่ไหน และ เมื่อไร ที่พวกเขาเสนอขาย มาดูกันว่าแอปในหมวดหมู่เหล่านี้สร้าง IAP เข้ากับการสร้างรายได้อย่างไร พร้อมทั้งรักษาการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไว้จนพวกเขาตัดสินใจซื้อจริงๆ
| ประเภทไอเทม | แอปที่ขายไอเทมประเภทนี้ | หมวดหมู่แอป |
|---|---|---|
| สกุลเงินเสมือน | Duolingo | การศึกษา |
| Candy Crush Saga | เกมพัซเซิล | |
| Forest | เพิ่มประสิทธิภาพ | |
| Jewels of Rome: Match 3 | เกมผจญภัย | |
| เนื้อหา/ฟีเจอร์พรีเมียม | Tinder | ไลฟ์สไตล์ |
| Etsy | ช็อปปิ้ง | |
| Insight Timer | สุขภาพและฟิตเนส | |
| Coursera | การศึกษา |
Duolingo: แชมป์แห่งการมีส่วนร่วมข้ามช่องทาง
ประมาณ 18% ของรายได้ Duolingo มาจากการซื้อเพชรในแอป ผู้ใช้ใช้เพชรซื้อหัวใจเพื่อเติมชีวิต ซื้อตัวช่วยเพื่อรับคะแนนประสบการณ์พิเศษ และปลดล็อกความท้าทายอย่าง ‘Match Madness’ ซึ่งแบ่งเป็นระดับที่ต้องใช้เพชรมากขึ้นเรื่อยๆ:
แนวทางของ Duolingo
Duolingo ทุ่มเทกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในหลายช่องทางเพื่อดึงพวกเขากลับมาที่แอป การมีส่วนร่วมรายวันสร้างความภักดี และความภักดีนำไปสู่การซื้อเพิ่มเติม
- การแจ้งเตือนแบบพุช (Push notifications)
การแจ้งเตือนแบบพุชที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลของ Duolingo เล่นกับอารมณ์ผู้ใช้ บางข้อความใช้มุกตลกกระทบความหงุดหงิด เช่น เมื่อผู้ใช้กำลังจะเสียสถิติต่อเนื่อง 41 วัน บางข้อความกระตุ้นความรู้สึกแข่งขัน เช่น เมื่อผู้ใช้หลุดจากอันดับในลีดเดอร์บอร์ด:
- ข้อความในแอป (In-app messages)
ข้อความในแอปที่โปรโมต ‘Friends Quests’ สร้างความรู้สึกของชุมชนและการแข่งขันที่ดีต่อใจ ทำให้ผู้ใช้มีแรงจูงใจต่อเนื่อง:
- อีเมล
Duolingo ส่งอีเมลหาผู้ใช้เป็นประจำเพื่อกระตุ้นให้ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนภาษา:
การเติบโตของรายได้ 40% YoY ในปี 2024 บอกได้ชัดว่าแนวทางแบบ omnichannel ที่ผสมกับข้อความคมๆ นั้นได้ผลจริงค่ะ
วิธีสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ข้ามช่องทางโดยอัตโนมัติด้วย Pushwoosh
การมีส่วนร่วมแบบ omnichannel จะขยายผลได้ก็ต่อเมื่อคุณทำให้มันอัตโนมัติ โฟลว์การส่งข้อความ ไม่ว่าจะตั้งเวลาไว้หรือถูกกระตุ้นจากพฤติกรรม ช่วยให้การสื่อสารตรงเวลาและตรงประเด็นเสมอ และ Pushwoosh Customer Journey Builder ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ คุณเข้าถึงผู้ใช้ผ่านพุช, ในแอป, อีเมล, SMS และ WhatsApp ได้จากเวิร์กโฟลว์เดียว
บนแคนวาส คุณกำหนดได้ว่าโฟลว์จะปรับตามพฤติกรรมของผู้ใช้อย่างไร ถ้ามีคนเปิดพุช ให้ตามด้วยข้อความในแอป ถ้าไม่เปิด ให้ส่งอีเมลแทน:
โฟลว์การส่งข้อความข้ามช่องทางอัตโนมัติใน Pushwoosh Customer Journey Builder
Candy Crush Saga: ต้นแบบการสร้างรายได้ในเกม
ในปี 2012 Riccardo Zacconi และทีมของเขาเปิดตัว Candy Crush ในรูปแบบ freemium ตอนนั้นโมเดลนี้ยังใหม่มาก แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าไปอีกหลายปี
มาถึงปี 2023 เกมนี้สร้างรายได้ กว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ จากการซื้อในแอป ผู้เล่นจากหกทวีปเข้าเล่นทุกวันเพื่อผ่อนคลายและรับโดพามีนแบบเร็วๆ
อะไรที่ทำให้เกมนี้ยั่งยืนได้ขนาดนี้? มีกลยุทธ์การมีส่วนร่วมหลักสองอย่างอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
1. ดึงผู้ใช้ให้มีส่วนร่วมตั้งแต่การแตะครั้งแรก
ดาวน์โหลดเกมมาแล้วเข้าสู่การเล่นได้ทันที ไม่มีกำแพงลงทะเบียนมาขวางกั้น การตัดความยุ่งยากตั้งแต่ต้นช่วยรั้งคนไว้ในเกม
2. กระตุ้นให้ซื้อในจังหวะที่เหมาะสม
การแจ้งเตือนให้ซื้อครั้งแรกจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เล่นถึงเลเวล 20 ซึ่งใช้เวลาราว 30 นาที ถึงตอนนั้นผู้เล่นมักจะมีส่วนร่วมลึกพอที่จะถูกล่อใจให้ซื้อตัวช่วยแล้ว นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของกลยุทธ์ IAP ในเกมมือถือ ดีลรายสัปดาห์ถูกวางไว้เด่นบนหน้าจอ พร้อมป้ายลดราคา 50% เพื่อดึงดูดสายตา:
อยากเจาะลึกว่าเกมมือถือสร้างรายได้ผ่าน IAP โฆษณา หรือแบบผสมผสานได้อย่างไร? อ่านคู่มือฉบับเต็มของเราเรื่องรูปแบบการสร้างรายได้จากเกม
วิธีกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ในเวลาที่เหมาะสมด้วย Pushwoosh
สร้าง custom events ใน Pushwoosh เพื่อเข้าถึงผู้ใช้ในจังหวะที่พวกเขามีแนวโน้มจะซื้อมากที่สุด นั่นทำให้คุณส่งข้อความในแอปที่ทันเวลาแบบเดียวกับ Candy Crush ได้ คุณยังใช้ event การซื้อในแอปเริ่มต้นเพื่อติดตามการซื้อในแอป ได้อีกด้วย
Gardenscapes: การเล่นเกมสองรูปแบบ ข้อเสนอและอีเวนต์เฉพาะกลุ่มหลากหลาย
Gardenscapes ผสมผสานเกมพัซเซิลจับคู่ 3 เข้ากับเนื้อเรื่องการปรับปรุงบ้าน ทำให้ผู้เล่นมีเป้าหมายสองอย่างที่ช่วยเพิ่มระยะเวลาการเล่นและโอกาสในการใช้จ่าย อีเวนต์แบบจำกัดเวลาและตัวช่วยตามธีมถูกกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้เล่นเฉพาะ เช่น ผู้เล่นที่ชอบการแข่งขันหรือนักตกแต่ง เพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าให้สูงสุด
Forest: เปลี่ยนการซื้อในแอปให้เป็นต้นไม้จริง
Forest ช่วยให้ผู้ใช้จดจ่อกับสิ่งสำคัญโดยไม่วอกแวกไปกับโทรศัพท์ ขณะเรียนหรือใช้เวลากับเพื่อน แอปจะแสดงต้นไม้ที่เติบโตแบบเรียลไทม์ ปิดแอปเมื่อไร เสียสมาธิเมื่อนั้น ต้นไม้ก็ตาย
ผู้ใช้ซื้อไอเทมเสมือนอย่าง ‘คริสตัล’ หรือ ‘แพ็กโบนัส’ เพื่อปลดล็อกฟีเจอร์พรีเมียม รับตัวช่วยเพิ่มเหรียญ และเพิ่มเสียงพื้นหลังในช่วงเวลาโฟกัส:
เชื่อมโยงคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้
ทุกช่วงเวลาโฟกัสจะได้เหรียญ ซึ่งผู้ใช้นำไปแลกปลูกต้นไม้จริง ด้วยฐานผู้ใช้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมนี้ แอปร่วมกับ Trees for the Future ปลูกต้นไม้จริงไปแล้วกว่า 1.5 ล้านต้น
แสดงสถานะโฟกัสผ่าน Live Activities
หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของการมีส่วนร่วมของ Forest คือฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ที่แสดงความคืบหน้าของช่วงเวลาโฟกัส
สำหรับผู้ใช้ iOS ทีมงานใช้ Live Activities ทำให้ผู้ใช้ติดตามช่วงเวลาโฟกัสได้โดยไม่ต้องปลดล็อกโทรศัพท์ การมองเห็นตลอดเวลานี้ทำให้ผู้ใช้อยู่กับแอปนานขึ้น และยิ่งผูกพันมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะซื้อมากขึ้นเท่านั้น:
วิธีใช้ Live Activities เพื่อเพิ่มรายได้
Live Activities ทำให้ผู้ใช้รับรู้ความคืบหน้าของกระบวนการในแอปตลอดเวลา ช่วยยกระดับประสบการณ์โดยรวม เมื่อจับคู่กับพุชโปรโมชั่น จะกลายเป็นจังหวะที่เหมาะแก่การขาย ตัวอย่างเช่น Forest อาจส่งพุชเสนอขายคริสตัลตอนที่ผู้ใช้ใกล้จบช่วงเวลาโฟกัสพอดี คุณเปิดใช้งาน Live Activities ได้ด้วย Pushwoosh iOS SDK
Jewels of Rome: พุชที่โปรโมตข้อเสนอจำกัดเวลา
ในเดือนพฤศจิกายน 2024 Jewels of Rome มียอดดาวน์โหลดกว่า 5,000 ครั้ง และสร้างรายได้ 200,000 ดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากการซื้อในแอป: ตัวช่วย การเติมพลังงาน และสกุลเงินพรีเมียม
เพื่อโปรโมตไอเทมเหล่านี้ Jewels of Rome ใช้การแจ้งเตือนแบบพุช ตัวอย่างด้านล่างถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและกระตุ้นให้ผู้ใช้คว้าข้อเสนอไว้ก่อนหมดเวลา:
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกมที่ดีเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาในเกมให้เป็นรายได้ได้อย่างไร
วิธีประกาศข้อเสนอจำกัดเวลาด้วย Pushwoosh
ส่งการแจ้งเตือนแบบพุช ในวงกว้างเพื่อประกาศไอเทมใหม่ที่พร้อมขาย ใช้องค์ประกอบ ‘Wait for Trigger’ ใน Customer Journey เพื่อตรวจสอบทันทีว่าผู้ใช้ซื้อแล้วหรือยัง หากยังไม่ซื้อ ส่งพุชอัตโนมัติพร้อมข้อเสนอจำกัดเวลาให้พวกเขา:
แคมเปญข้อเสนอจำกัดเวลาใน Pushwoosh Customer Journey Builder
Tinder: โปรโมตการซื้อในแอปเพื่อการจับคู่ที่ดีขึ้น
Tinder ขาย IAP ยอดนิยมที่ช่วยให้ผู้ใช้โดดเด่นขึ้น:
- Super Likes: เพิ่มโอกาสจับคู่เป็นสามเท่า นำไปสู่บทสนทนาที่ยาวนานขึ้น
- Boosts: ดันโปรไฟล์ผู้ใช้ขึ้นอันดับต้นในพื้นที่นาน 30 นาที เพิ่มการมองเห็นและโอกาสเชื่อมต่อ
ทั้งสองอย่างช่วยให้ผู้ใช้ไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการใช้ Tinder: การเจอคู่ที่ใช่
โปรโมตฟีเจอร์พรีเมียมด้วยข้อความในแอปแบบโมดัล
Tinder ใช้ข้อความในแอปแบบโมดัลโปรโมตฟีเจอร์พรีเมียม เพราะไม่ได้บดบังทั้งหน้าจอ จึงไม่รู้สึกรบกวนผู้ใช้
แทนที่จะรบกวน มันชวนให้ผู้ใช้สำรวจแอปเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ใช้จ่ายมากขึ้น:
วิธีขับเคลื่อนการยอมรับฟีเจอร์ใน Pushwoosh
ใช้ข้อความในแอปแบบโมดัล ของ Pushwoosh เพื่อนำเสนอฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต้องการในจังหวะนั้นเพื่อบรรลุเป้าหมาย เหมือนที่ Tinder ทำ วางแบนเนอร์ในแอปไว้ด้านบน ด้านล่าง หรือตรงกลาง แล้วทดสอบว่าตำแหน่งไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
Etsy: การปรับแต่งในแอปที่ขับเคลื่อนยอดขาย
Etsy ให้ผู้ใช้ซื้อบัตรของขวัญได้โดยตรงในแอป เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ใหญ่กว่าในการทำให้ Etsy เป็นจุดหมายหลักสำหรับการให้ของขวัญ ฟีเจอร์อย่าง ‘Gift Mode’ และ ‘คำแนะนำของขวัญที่คัดสรรมาแล้ว’ มีไว้เพื่อกระตุ้นการซื้อของขวัญเพิ่มขึ้น
ขับเคลื่อนยอดขายด้วยข้อความในแอปแบบเฉพาะบุคคล
จุดที่ฉลาดคือการปรับแต่งส่วนบุคคล บัตรของขวัญของ Etsy แนะนำผู้มาใหม่ให้รู้จักตลาดและเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นลูกค้าระยะยาวได้ บัตรของขวัญยังการันตียอดขายด้วย เพราะมูลค่าถูกจ่ายล่วงหน้าไม่ว่าจะถูกใช้ทันทีหรือไม่:
วิธีปรับแต่งข้อเสนอในแอปแบบเฉพาะบุคคลด้วย Pushwoosh
การแบ่งกลุ่มผู้ใช้ คือรากฐานของประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล ใน Pushwoosh คุณจัดกลุ่มผู้ใช้ตามพฤติกรรม ประวัติการซื้อ ความชอบ ขั้นตอนในช่องทางการขาย สถานที่ ภาษา และเวอร์ชันระบบปฏิบัติการได้
คุณยังสร้างกลุ่มตามแท็กวันที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเข้าถึงผู้ใช้ในโอกาสสำคัญอย่าง วันเกิดของพวกเขา ได้ด้วย โดยปรับแต่งข้อความให้ตรงกับวันพิเศษนั้นเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและยอดขายในแอป:
แคมเปญข้อเสนอวันเกิดใน Pushwoosh Customer Journey Builder
Insight Timer: ขอรับบริจาคในแอปแบบแนบเนียน
บน Insight Timer ผู้ใช้บริจาคเงินสนับสนุนผลงานของครูได้ เพื่อกระตุ้นให้ฝึกฝนสม่ำเสมอ แอปส่งพุชแบบเฉพาะบุคคล หลังจบแต่ละเซสชัน ผู้ใช้ให้คะแนนประสบการณ์และได้รับคำเชิญให้บริจาค:
วิธีกระตุ้นให้ผู้ใช้ลงมือทำด้วย Pushwoosh
แทรกข้อมูลแบบไดนามิก เช่น ชื่อหรือสถานที่ของผู้ใช้ เพื่อกระตุ้นให้เปิดพุช เหมือนที่ Insight Timer ทำตอนเตือนผู้ใช้เรื่องเซสชันทำสมาธิครั้งถัดไป จากนั้นตามด้วยข้อความในแอปแบบโมดัลที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำเป้าหมายสำเร็จ
Coursera: ขายเพิ่มให้ผู้ใช้มูลค่าสูง
บน Coursera ผู้ใช้ซื้อได้ทั้งการสมัครสมาชิกและใบรับรองวิชาชีพ ใบรับรองทำหน้าที่เป็น IAP สำหรับคนที่ไม่อยากผูกมัดกับการสมัครสมาชิกเต็มรูปแบบ
ดึงดูดผู้เพิ่งเรียนจบด้วยส่วนลดที่ตรงเป้าหมาย
Coursera กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่เพิ่งเรียนจบคอร์สด้วยส่วนลด $100 สำหรับการสมัครสมาชิกรายปี นี่คืออีเมลขายเพิ่มตัวอย่าง:
วิธีสื่อสารกับผู้ใช้มูลค่าสูงผ่าน Pushwoosh
การแบ่งกลุ่มแบบ RFM จัดอันดับผู้ใช้ตั้งแต่ภักดีที่สุดไปจนถึงเสี่ยงเลิกใช้งาน และสร้างกลุ่มให้แต่ละหมวดในบัญชี Pushwoosh ของคุณ ค้นหา Champions และ Loyal customers แล้วกำหนดเป้าหมายด้วยข้อเสนอเฉพาะบุคคล เข้าถึงพวกเขาผ่านช่องทางที่พวกเขาชอบที่สุด
การปรับกลยุทธ์การซื้อในแอปของคุณให้เหมาะสม: Pushwoosh ช่วยได้อย่างไร
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าการซื้อในแอปคืออะไร ทำงานอย่างไร และมีประเภทใดบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือการเพิ่มยอดการซื้อในแอปและปรับกลยุทธ์ให้คมขึ้น นี่คือรายการตรวจสอบที่รวมกลยุทธ์จากแบรนด์ข้างต้นเข้ากับสิ่งที่ Pushwoosh มอบให้ในฐานะแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของลูกค้า:
| ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย | สร้างช่องทางการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย + การแจ้งเตือนแบบพุช + ข้อความในแอป + อีเมล + SMS + WhatsApp |
|---|---|
| การแบ่งกลุ่มผู้ใช้และการปรับแต่งส่วนบุคคล | แบ่งกลุ่มผู้ใช้ตาม: + ประวัติการซื้อ + ความชอบ + ขั้นตอนในช่องทางการขาย |
| ใช้การแบ่งกลุ่มแบบ RFM | |
| สร้างข้อเสนอเฉพาะบุคคล | |
| การกำหนดเวลาเชิงกลยุทธ์ของการแจ้งเตือนการซื้อ | ชะลอการแจ้งเตือนการซื้อครั้งแรกจนกว่าผู้ใช้จะมีส่วนร่วมลึกพอ |
| หาจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการส่งข้อความแรกเกี่ยวกับการซื้อในแอป (เช่น Candy Crush รอถึงเลเวล 20) | |
| ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ใช้สัมผัสคุณค่าของแอปแล้ว | |
| รูปแบบการโต้ตอบและ Gamification | ให้การติดตามความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ |
| สร้างความท้าทายในชุมชน | |
| ใช้ระบบสถิติ/ความสำเร็จ | |
| ใช้ข้อความและการออกแบบเพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วน | |
| ลงทุนเวลากับการเขียนข้อความที่น่าสนใจ | |
| เสนอรางวัลสำหรับการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง |
เพิ่มยอดการซื้อในแอปด้วย Pushwoosh
การเพิ่มปุ่ม “ซื้อ” ให้มากขึ้นไม่ได้ช่วยยกระดับยอดการซื้อในแอปของคุณ สิ่งที่ทำให้ตัวเลขขยับคือกลยุทธ์การมีส่วนร่วมที่นำคุณค่าที่ใช่ไปหาผู้ใช้ที่ใช่ ในจังหวะที่ใช่ ผ่านช่องทางที่ใช่
Pushwoosh คือแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่สร้างมาเพื่อการตลาดตามวงจรชีวิต ด้วยการแบ่งกลุ่มตามพฤติกรรม การส่งข้อความที่ถูกกระตุ้นข้ามพุช ในแอป อีเมล SMS และ WhatsApp พร้อม Customer Journey Builder แบบภาพ คุณเปลี่ยนทุกการโต้ตอบของผู้ใช้ให้เป็นโอกาสสร้างรายได้ได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย