ราคา wallet pass ไม่มีตัวเลขเดียว สิ่งที่คุณจ่ายขึ้นอยู่กับรูปแบบของผู้ให้บริการ (ต่อบัตร ต่อบัตรที่ใช้งาน เหมาจ่าย หรือรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม customer engagement) บวกต้นทุนคงที่อีกไม่กี่รายการ เช่น ค่าบัญชีนักพัฒนา Apple $99 ตัวบัตรเองราคาถูก เครื่องมือรอบ ๆ ต่างหากที่ทำให้งบบานปลาย
ถ้าคุณใช้ Pushwoosh ส่ง push, อีเมล หรือ SMS อยู่แล้ว wallet pass ก็อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน และคุณ เปรียบเทียบตัวเลือก แบบเคียงข้างกันได้ สำหรับแบรนด์ไทยที่คุ้นกับการจ่ายต่อข้อความบน LINE Official Account วิธีคิดในบทความนี้ใช้เทียบได้ตรง ๆ ครับ
รูปแบบการคิดราคา 4 แบบ
ผู้ให้บริการคิดราคา wallet pass หลัก ๆ 4 แบบ และแต่ละแบบเอื้อกับโปรแกรมคนละประเภท
| รูปแบบ | คุณจ่ายอย่างไร | เหมาะกับ | ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| ต่อบัตรที่ออก | ค่าธรรมเนียมทุกบัตรที่สร้าง | คูปอง บัตรเข้างาน บัตรใช้ครั้งเดียว | ต้นทุนโตตามทุกแคมเปญ |
| ต่อบัตรที่ใช้งาน | ค่าธรรมเนียมทุกบัตรที่บันทึกอยู่บนโทรศัพท์ นับรายเดือน | บัตรสะสมแต้มและบัตรสมาชิก | บัตรที่อยู่นานก็มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง |
| แพลนเหมาจ่ายหรือแบบขั้นบันได | ค่าบริการรายเดือนสำหรับช่วงจำนวนบัตร | โปรแกรมขนาดกลางที่คาดการณ์ได้ | ราคากระโดดเมื่อข้ามขั้น |
| รวมใน CEP | เป็นส่วนหนึ่งของแพลนแพลตฟอร์ม engagement | ทีมที่ส่ง push, อีเมล, SMS ด้วย | ตรวจว่าแพ็กเกจรวมอะไรบ้าง |
ผู้ให้บริการอาจรวมหลายรูปแบบในแพลนเดียว เช่น ค่าแพลตฟอร์มรายเดือนบวกค่าตามปริมาณ หน้าราคาเปลี่ยนได้เสมอ จึงควรตรวจหน้าปัจจุบันของแต่ละรายและจดวันที่ที่ตรวจไว้
สังเกตรูปแบบนี้: บัตร 10,000 ใบเท่ากันอาจมีค่าใช้จ่ายต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการนับสิ่งที่คุณออก หรือสิ่งที่ยังอยู่บนโทรศัพท์
ต้นทุนคงที่ที่ทุกโปรแกรมต้องจ่าย
ต้นทุนบางส่วนมาจาก Apple และ Google ไม่ใช่จากเครื่องมือของคุณ เลือกใครก็ต้องจ่าย
- บัญชี Apple Developer: $99 ต่อปี ใช้สำหรับใบรับรอง Pass Type ID ที่เซ็นบัตร Apple ใบรับรองมีวันหมดอายุ การต่ออายุจึงเป็นงานประจำ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว
- การตั้งค่า issuer ของ Google บัญชี issuer ใน Google Pay & Wallet Console ตั้งค่าครั้งเดียวต่อแอปพลิเคชัน
- ดีไซน์ เลย์เอาต์ โลโก้ และ hero image ในขนาดที่แต่ละแพลตฟอร์มต้องการ ปกติเป็นงานครั้งเดียวต่อประเภทบัตร
- การเชื่อมต่อ POS หรือเครื่องสแกน ถ้าพนักงานสแกนบัตรที่แคชเชียร์ เคาน์เตอร์เช็กอินโรงแรม หรือประตูทางเข้า ต้องมีคนเชื่อมบาร์โค้ดเข้ากับระบบ POS หรือระบบขายตั๋วของคุณ และนี่คือต้นทุนที่ถูกลืมใส่ในใบเสนอราคาง่ายที่สุด
ต้นทุนแฝงของเครื่องมือตัวที่ 2
ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดแทบไม่เคยโผล่ในใบแจ้งหนี้ของผู้ให้บริการ wallet มันมาจากการรัน wallet ในเครื่องมือแยกข้างแพลตฟอร์มที่รู้จักลูกค้าของคุณอยู่แล้ว
คุณจะมี 2 ฐานข้อมูล แพลตฟอร์ม engagement เก็บโปรไฟล์ event และ segment ส่วนเครื่องมือออกบัตรเก็บผู้ถือบัตร การซิงก์ทั้งสองต้องใช้ webhook เครื่องมือ integration หรือเวลาของนักพัฒนา และงานนี้ไม่เคยจบจริง
คุณสร้าง journey ทุกอันซ้ำ 2 รอบ การเตือนแต้มที่ใกล้หมดอายุส่งจากเครื่องมือหนึ่ง การอัปเดตบัตรส่งจากอีกเครื่องมือ และต้องมีคนคอยทำให้ทั้งสองตรงกัน ยิ่งถ้าคุณใช้ LINE Official Account ส่งข้อความด้วย ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ 3 ที่ต้องดูแลให้ตรงกัน
คุณยังต้องเซ็นสัญญา 2 ฉบับ และผ่านการประเมินผู้ให้บริการ 2 ครั้ง การตรวจด้านความปลอดภัย GDPR และการจัดซื้อต้องทำแยกต่อผู้ให้บริการ
แพลตฟอร์ม engagement บางรายเพิ่ม wallet ผ่านพาร์ตเนอร์ ตัวอย่างเช่น Braze เชื่อมเครื่องมือ wallet อย่าง PassKit ผ่าน partner integration คุณจึงจ่ายทั้ง 2 ราย และต้องดูแลการเชื่อมต่อระหว่างกันเอง
วิธีคำนวณต้นทุนที่ผู้ถือบัตร 1,000, 10,000 และ 100,000 คน
ราคาของผู้ให้บริการเปลี่ยนได้ ให้สร้างโมเดลจากสูตร แล้วใส่อัตราปัจจุบันจากหน้าราคาที่คุณกำลังเปรียบเทียบ
ต้นทุนรายเดือน = ค่าแพลตฟอร์ม + (บัตรระยะยาวที่ใช้งาน × อัตรา) + (บัตรใช้ครั้งเดียวที่ออก × อัตรา) + ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือตัวที่ 2
จากนั้นคำนวณ 3 ขนาด แล้วดูว่าแต่ละรูปแบบพังตรงไหน
| ขนาดโปรแกรม | สิ่งที่มักเป็นต้นทุนหลัก |
|---|---|
| ผู้ถือบัตร 1,000 คน | ค่าแพลตฟอร์มและค่าตั้งค่า ค่าต่อบัตรยังน้อย |
| ผู้ถือบัตร 10,000 คน | ค่าต่อบัตรหรือต่อบัตรที่ใช้งานเริ่มมีผล เปรียบเทียบขั้นราคา |
| ผู้ถือบัตร 100,000 คน | ค่าตามปริมาณและค่าใช้จ่ายของเครื่องมือตัวที่ 2 |
แยกบัตรระยะยาวกับบัตรใช้ครั้งเดียวไว้คนละบรรทัด ร้านกาแฟที่มีบัตรสะสมแสตมป์ 10,000 ใบ กับเทศกาลดนตรีช่วงสงกรานต์ที่ออกบัตรเข้างาน 10,000 ใบ จะได้บิลต่างกันมากภายใต้รูปแบบต่อบัตรที่ใช้งาน แม้จำนวนบัตรจะเท่ากัน
ซื่อตรงกับบรรทัดค่าใช้จ่ายของเครื่องมือตัวที่ 2 นับชั่วโมงในแต่ละเดือนที่ใช้ซิงก์ข้อมูลและสร้าง journey ซ้ำในอีกเครื่องมือ แล้วคูณด้วยต้นทุนของเวลานั้น ในมุมของเรา นี่คือบรรทัดที่พลิกการตัดสินใจบ่อยที่สุด
อ่านเพิ่มเติม: เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม wallet pass
คำถามที่ต้องถามผู้ให้บริการทุกราย
- ราคาคิดต่อบัตรที่ออก ต่อบัตรที่ใช้งาน หรือเหมาจ่าย? นิยามคำว่า “ใช้งาน” อย่างไรแน่?
- ต้นทุนเปลี่ยนอย่างไรเมื่อบัตรหมดอายุหรือลูกค้าลบบัตร?
- การอัปเดตและการแจ้งเตือนรวมอยู่ในราคา หรือคิดแยก?
- รวมการเข้าถึง API หรือไม่ และมีขีดจำกัดไหม?
- ออกบัตร Apple และ Google แบบ native หรือผ่านพาร์ตเนอร์?
- ข้อมูลลูกค้าโฮสต์อยู่ที่ไหน และได้รับการรับรองมาตรฐานอะไรบ้าง?
ถ้าผู้ให้บริการตอบคำถามแรกใน 1 ประโยคไม่ได้ ให้คำนวณบิลสองรอบ
อ่านเพิ่มเติม: Wallet pass เทียบกับแอปและ SMS
เก็บ wallet ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวด้วย Pushwoosh
Pushwoosh ออกบัตร Apple Wallet และ Google Wallet แบบ native ในแพลตฟอร์มเดียวกับ push, in-app, อีเมล, SMS และ WhatsApp ของคุณ ไม่มีฐานข้อมูลที่ 2 ให้ซิงก์ และไม่มีพาร์ตเนอร์คั่นกลาง บัตรใช้ User ID, segment และ journey ร่วมกับทุกช่องทาง ดูว่า เปรียบเทียบกันอย่างไรในหน้า Wallet passes
ต้นทุน wallet ที่ต่ำลงแทบไม่เคยมาจากอัตราต่อบัตรที่ถูกที่สุด แต่มาจากการไม่จ่ายสองต่อสำหรับลูกค้าคนเดิม
คำถามที่พบบ่อย