ถ้าทีมของคุณยังใช้ AI แค่เขียนข้อความแคมเปญ ถึงเวลาอัปเลเวลการใช้ AI ในการตลาดแล้วครับ 🤖🚀
เราดูคำขอจริงหลายร้อยรายการที่ลูกค้า Pushwoosh ส่งให้ ManyMoney ซึ่งเป็น AI marketing agent ของเรา สปอยล์ก่อนเลย: งานเขียน copy แทบไม่ติดอันดับ สิ่งที่ทีมมอบให้ AI คืองานของคนคุมระบบ ทั้งสร้างและดีบัก journey วัดผล และดึงรายงาน
นี่คือ 10 AI marketing use cases จากการใช้งานจริง ที่คุณหยิบไปใช้กับแคมเปญถัดไปได้เลย ทันช่วงเตรียมแคมเปญปลายปีอย่าง 11.11 และ 12.12 พอดี แต่ละข้อมีโจทย์ prompt ที่ใช้สั่ง AI marketing agent จริง และผลลัพธ์ที่ได้ ก๊อป prompt ไหนก็ได้ไปรันในบัญชีของคุณ
เปิดบัญชีแล้วส่ง prompt ด้านล่างให้ AI marketing agent ได้เลย
AI marketing agent ทำอะไรได้บ้าง?
เครื่องมือ AI ด้านการตลาดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ แล้วปล่อยให้คุณทำที่เหลือเอง ส่วน AI marketing agent ทำงานกับข้อมูลจริงของคุณ: อ่าน journey, segment, tag, event และสถิติข้อความ แล้วลงมือสร้าง segment แก้ draft ของ journey หรือดึงรายงานให้เอง
แต่ AI agent ส่วนใหญ่ก็ยังต้องให้คุณป้อนข้อมูลเข้าไปก่อน: เชื่อมแหล่งข้อมูล อัปโหลดไฟล์ export อธิบายว่าแคมเปญตั้งค่าไว้อย่างไร ManyMoney ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ เพราะมันอยู่ใน Pushwoosh อยู่แล้ว ข้อมูลและบริบทของคุณจึงพร้อมตั้งแต่ prompt แรก
สำหรับทีมการตลาดในไทย ประโยชน์นี้เห็นชัดที่สุดใน 3 กลุ่มธุรกิจ: e-commerce ที่ต้องดูแลแคมเปญโปรโมชันและ flow กู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งหลายตัวพร้อมกัน, ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่มีทั้ง journey การจองและ check-in และธนาคารหรือ FinTech ที่ต้องดูแลการแจ้งเตือนธุรกรรมควบคู่กับแคมเปญ onboarding ถ้าทีมของคุณใช้ LINE Official Account อยู่แล้ว ก็ให้ ManyMoney ตั้งค่า preset LINE ไว้ข้างกับ push และอีเมล เพื่อเพิ่มช่องทางให้การตลาดผ่าน LINE โดยไม่ต้องย้ายออกจากช่องทางเดิมครับ
ลองใช้ได้ที่ ปุ่ม AI Assistant ใน Control Panel (👉🏻คลิกเพื่อเข้าสู่ระบบ)
แค่อธิบายงานเป็นภาษาธรรมดา AI assistant ก็สามารถ:
- สร้างและแก้ไข journey ตั้งแต่ draft แรกไปจนถึงการแก้ flow ที่กำลังรันอยู่
- สร้าง segment จากคำอธิบายภาษาธรรมดา และหาสาเหตุว่าทำไม segment ถึงว่างเปล่า
- ตั้งค่า preset ข้อความสำหรับ push, อีเมล, SMS และ LINE
- ดึงสถิติและ delivery report ของแคมเปญและ journey
- วินิจฉัยปัญหาทั้งก่อนและหลังเปิดตัว: การตั้งค่า journey, tag, การลงทะเบียนอุปกรณ์, log การส่ง
- ตอบคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โดยอ้างอิงจากเอกสาร
คุณยังคุมทุกอย่างเองครับ ManyMoney จะเปลี่ยนแปลงบัญชีของคุณได้ก็ต่อเมื่อคุณเปิด Full Automation และจะขอคำยืนยันอย่างชัดเจนทุกครั้งก่อนทำสิ่งที่ลบหรือย้อนกลับไม่ได้
AI marketing use cases เป็นแรงบันดาลใจ: ทีมมอบงานอะไรให้ ManyMoney
เราไล่ดูบทสนทนาจริงระหว่างลูกค้า Pushwoosh กับ ManyMoney มากกว่า 100 บทสนทนา แล้วเห็นรูปแบบชัดเจน:
- 26% เป็นเรื่อง journey: สร้าง ตรวจ และแก้ไข
- 16% เป็นการวิเคราะห์ผลลัพธ์: holdout รายงาน และการเช็กตัวชี้วัด
- มีเพียง 5% ที่ขอให้เขียน copy
สัดส่วนนี้บอกอะไรได้เยอะ ทีมส่วนใหญ่มีข้อความเยอะอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขามอบให้ AI คือการบริหารแคมเปญ และทำให้มั่นใจว่าข้อความเหล่านั้นไปถึงคนที่ใช่และได้ผลจริง
ดังนั้นถ้า AI ของคุณยังแค่เขียนหัวข้อ push ให้ คุณกำลังพลาดส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดไป
นี่คือ 10 งานที่เจอบ่อยที่สุด พร้อม prompt ที่ก๊อปไปรันได้วันนี้เลย 👇🏻
สร้างและแก้ไข journey
Journey คือจุดที่การบริหารแคมเปญด้วย AI คุ้มค่าเป็นอันดับแรก flow หลายขั้นตอนมีการตั้งค่าเป็นสิบ ๆ จุด: กฎการเข้า, delay, split, goal ค่าที่ผิดแค่ 1 จุดก็ตัดกลุ่มเป้าหมายออกไปเงียบ ๆ ได้ และคุณจะไม่รู้ตัวจนกว่าสถิติจะออกมาว่างเปล่า
ManyMoney อ่าน ตรวจ และแก้ journey ที่คุณรันอยู่ ก่อนที่เรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้น
1. ตรวจ journey ก่อนเปิดตัว
กรณีของลูกค้า: บริการด้าน mobility สร้าง lifecycle journey หลายขั้นตอน และต้องการตรวจรอบสุดท้ายก่อนเปิดใช้งานจริง
ตรวจ journey "[ชื่อ journey]" ก่อนเปิดตัวไล่ดูทุกขั้นตอน แสดงแผนผัง branch และหาเงื่อนไขที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้า journey ไม่ได้ManyMoney ทำอะไร: ไล่ดู journey ทีละขั้นตอน วาดแผนผัง branch และพบวันที่ที่หมดอายุไปแล้วในเงื่อนไขการเข้า กลุ่มเป้าหมายหลักซึ่งเป็น segment ที่ใหญ่ที่สุดใน flow จะไม่มีทางเข้า journey ได้เลย ManyMoney เสนอวิธีแก้และตรวจ journey ซ้ำหลังแก้ไข
สิ่งที่คุณได้: จับการเปิดตัวที่พังได้ก่อนส่ง ไม่ใช่รู้อีกสัปดาห์ต่อมาจากหน้าสถิติที่ว่างเปล่า
เคล็ดลับสำหรับตลาดไทย: ตั้งเวลารัน prompt นี้กับทุก journey ตามฤดูกาลล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เช่น flow โปรโมชันโรงแรมช่วงสงกรานต์ (13-15 เมษายน) หรือแคมเปญท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมช่วงลอยกระทง วันที่ในเงื่อนไขการเข้าที่ก๊อปมาจากแคมเปญปีก่อนคือจุดที่พลาดง่ายที่สุดเมื่อทีมเร่งเปิดแคมเปญตามเทศกาลครับ
2. ร่าง journey จาก tag ที่มีอยู่จริง
กรณีของลูกค้า: แอปแบบ subscription ต้องการ flow แจ้งเตือนผู้ใช้ที่แพ็กเกจใกล้หมดอายุ
ร่าง journey ที่เตือนผู้ใช้ว่า subscription ใกล้หมดอายุใช้เฉพาะ tag ที่มีอยู่ในโปรเจกต์นี้บันทึกไว้เป็น Draft และอธิบายว่าแต่ละบล็อกทำอะไรManyMoney ทำอะไร: ตรวจว่าโปรเจกต์เก็บ tag และ event อะไรอยู่จริง สร้าง flow จากข้อมูลเหล่านั้น แล้วบันทึกเป็น draft พร้อมโน้ตสั้น ๆ ในทุกบล็อก
สิ่งที่คุณได้: journey ที่คุณตรวจทานใน Customer Journey Builder (เครื่องมือสร้าง customer journey) ได้ก่อนเปิดใช้งานจริง และไม่มี tag ที่ถูกแต่งขึ้นมาแล้วพังตั้งแต่วันแรก
เคล็ดลับ: ManyMoney สร้างงานจากสิ่งที่อยู่ในโปรเจกต์ของคุณ จึงควรดูแลรายการ tag และ event ให้เป็นระเบียบ ตั้งชื่อชัดเจน ไม่ซ้ำกัน ไม่มี event ที่ไม่มีใครส่งแล้ว ข้อมูลยิ่งสะอาด draft ก็ยิ่งดี (👉🏻อ่านเพิ่มเติมเรื่องการจัดการ tag และ event)
3. เพิ่ม conversion goal และ control group
กรณีของลูกค้า: journey หนึ่งรันมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่ไม่มีใครบอกได้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า
เพิ่ม conversion goal และ control group 10% ให้กับ journey "[ชื่อ journey]"แสดงแผนให้ดูก่อนทำการเปลี่ยนแปลงหลังจากฉันยืนยันแล้วเท่านั้นManyMoney ทำอะไร: ระบุว่า event ไหนควรนับเป็น conversion และ control group อยู่ตรงไหน รอให้คุณ OK แล้วจึงทำการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่คุณได้: journey ที่รายงานผลเทียบกับ baseline ตั้ง conversion goal ครั้งเดียว ทุกรายงานต่อจากนี้ก็มีตัวเทียบ
4. ไล่ดูว่าทำไมผู้ใช้ถึงไปจนจบ journey
กรณีของลูกค้า: แอป edtech รัน journey “อัปเดตแอปของคุณ” ผู้ใช้ที่ยังใช้เวอร์ชันเก่าควรหลุดออกไป แต่กลับไปต่อจนสุดทาง
ไล่ดูผู้ใช้ [ID] ใน journey "[ชื่อ journey]" ทีละขั้นตอน และอธิบายว่าทำไมผู้ใช้คนนี้ถึงไปถึงจุดสิ้นสุดManyMoney ทำอะไร: ไล่ดูผู้ใช้จริงในแต่ละขั้นตอนและพบสาเหตุ: tag เวอร์ชันแอปมาถึงหลังจากที่ journey ตรวจไปแล้ว ManyMoney จึงเพิ่ม Time Delay ก่อนการตรวจ และเพิ่มการตรวจรอบที่สองหลังจากนั้น เมื่อการแก้ไขเริ่มใช้งานจริง มันวัดผลให้ด้วย: ตอนนี้ราว 1 ใน 5 ของผู้ใช้หลุดออกไปตามที่ตั้งใจ
สิ่งที่คุณได้: บั๊กเชิงตรรกะที่ถูกพบจากข้อมูลจริงและปิดได้ใน 1 บทสนทนา
📖 อ่านเพิ่มเรื่องการดีบัก flow: Journey analytics: วิธีหาและแก้จุดที่ผู้ใช้หลุด
วัดผลว่าอะไรได้ผล
Dashboard ส่วนใหญ่ให้แค่ตัวเลข สุดท้ายก็ยังต้องมีคนมาตีความว่ามันหมายถึงอะไร
นั่นคือเหตุผลที่งานวิเคราะห์เป็นงานที่ลูกค้า Pushwoosh มอบให้ ManyMoney บ่อยเป็นอันดับสอง นักวิเคราะห์ได้ผลดีที่สุดจากการวิเคราะห์การตลาดด้วย AI เมื่อถามคำถามที่ชัดเจน แล้วได้คำตอบที่พร้อมเอาเข้าที่ประชุม
5. ทดสอบ incrementality เทียบกับ control group
กรณีของลูกค้า: ทีม CRM อยากรู้ว่า lifecycle journey ของตัวเองทำให้เกิด target action เพิ่มขึ้นจริง หรือแค่รับเครดิตจากผู้ใช้ที่จะ convert อยู่แล้ว
วิเคราะห์ journey "[ชื่อ journey]" ตั้งแต่ต้นจนจบ และเปรียบเทียบผู้ที่ได้รับกับ control group ในเรื่อง [target action]บอกฉันว่ามี lift หรือไม่ManyMoney ทำอะไร: เปรียบเทียบคนที่ได้รับ journey กับกลุ่ม holdout ในเรื่อง target action คำตอบไม่ค่อยน่าฟัง: ไม่มี lift ที่มีนัยสำคัญ
สิ่งที่คุณได้: การตัดสินใจว่าจะหยุดหรือสร้าง journey ใหม่ โดยอิงจาก incrementality ที่วัดได้จริง แทนที่จะดูแค่ open rate คำตอบที่ไม่น่าฟังยังถูกกว่าการส่ง flow ที่ไม่ขยับอะไรเลยต่อไปอีกหนึ่งไตรมาส
📖 ทำไม holdout ถึงสำคัญ: วัดผลกระทบของข้อความด้วย control group
6. เปลี่ยนรายงานรายสัปดาห์ให้เป็น prompt เดียวที่ใช้ซ้ำได้
กรณีของลูกค้า: นักวิเคราะห์คนหนึ่งทำรายงานรายสัปดาห์แบบเดิมด้วยมือทุกครั้ง: ตัวชี้วัดของทุก one-time send และทุก journey งานแบบนี้คือพื้นที่ของการทำรายงานการตลาดด้วย AI โดยตรง
สร้างตารางตัวชี้วัดของ one-time send และ journey ทั้งหมดในช่วง [ช่วงเวลา]export เป็น CSVManyMoney ทำอะไร: สร้างรายงาน แล้วแก้ตัวชี้วัด “sent” หลังจากที่นักวิเคราะห์เทียบกับตัวเลขของเธอเอง สุดท้ายยังให้ prompt สำเร็จรูป 2 ชุดไว้รันรายงานซ้ำในช่วงเวลาไหนก็ได้
สิ่งที่คุณได้: การทำรายงานการตลาดด้วย AI เปลี่ยนงานน่าเบื่อประจำสัปดาห์ให้เหลือแค่คำสั่งเดียว
รู้จักกลุ่มเป้าหมายด้วยการแบ่งกลุ่มผู้ใช้ด้วย AI
การแบ่งกลุ่มผู้ใช้ด้วย AI ได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณอธิบายกลุ่มเป้าหมายได้แบบเดียวกับที่อธิบายให้เพื่อนร่วมงานฟัง โดยไม่ต้องสร้างตรรกะ filter ใหม่ด้วยมือ
ลูกค้า Pushwoosh ใช้ ManyMoney กับ 2 งานในส่วนนี้: สร้าง segment จากภาษาธรรมดา และเก็บข้อมูลที่ segment เหล่านั้นต้องใช้
ถ้าเริ่มไม่ถูกว่าจะอธิบายกลุ่มเป้าหมายแบบไหน ลองตั้งต้นจากโจทย์ที่ธุรกิจไทยเจอบ่อย: ร้าน e-commerce อาจขอ segment ผู้ใช้ที่ทิ้งตะกร้าไว้ก่อนแคมเปญ 11.11, โรงแรมหรือแอปท่องเที่ยวอาจขอ segment นักท่องเที่ยวที่เคยจองแล้วไม่กลับมาสำหรับแคมเปญ re-engagement และธนาคารอาจขอ segment ลูกค้าที่ยังไม่เคยลองฟีเจอร์ใหม่ในแอป ทั้งหมดนี้คือการแบ่งกลุ่มผู้ใช้สำหรับ push notification ที่พิมพ์เป็นประโยคเดียวได้ครับ
7. สร้าง segment จากภาษาธรรมดา และแก้ segment ที่แสดง 0
กรณีของลูกค้า: segment ที่ซับซ้อนสร้างด้วยมือได้ช้า และยิ่งดีบักช้าเข้าไปอีกเมื่อจำนวนออกมาเป็น 0
สร้าง segment: ลงทะเบียนภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา, สมัครรับอีเมล, เคยเปิดอีเมล, ไม่เคยซื้อจากนั้นแสดงเงื่อนไขที่บันทึกไว้ให้ฉันดูทำไม segment "[ชื่อ segment]" ถึงแสดง 0?หาเงื่อนไขที่กรองทุกคนออกไปManyMoney ทำอะไร: สำหรับ prompt แรก มันแปลงคำอธิบายเป็นเงื่อนไขของ segment และแสดงให้คุณดูว่าบันทึกอะไรไว้ สำหรับ prompt ที่สอง มันไล่ดูเงื่อนไขทีละข้อจนเจอข้อที่ตัดทุกคนออก
สิ่งที่คุณได้: จากไอเดียไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ตรวจสอบแล้วใน 1 บทสนทนา โดยไม่ต้องเดาว่ากฎ AND/OR ข้อไหนทำให้จำนวนพัง
Pro tip: “Segment not calculated” (ยังไม่ได้คำนวณ segment) ไม่ได้แปลว่า segment ว่างเปล่า แต่แปลว่ายังไม่ได้รันการคำนวณ ให้รีเฟรชขนาด segment ก่อนเริ่มดีบัก
8. ให้ผู้ใช้แบ่งกลุ่มตัวเองผ่านแบบสำรวจในแอป
กรณีของลูกค้า: แอปค้าปลีกอยากรู้ว่าลูกค้าชอบรับข่าวสารผ่านช่องทางไหน: SMS, แอปแชต หรืออีเมล
สร้างข้อความในแอปที่ถามว่าผู้ใช้ชอบช่องทางการติดต่อแบบไหน โดยให้เลือกได้หลายตัวเลือกบันทึกแต่ละคำตอบลงใน tagManyMoney ทำอะไร: สร้างข้อความในแอปพร้อมคำถาม สร้าง tag และ event แล้วเชื่อมต่อกัน เพื่อให้แต่ละคำตอบยิง event ที่บันทึกค่าลง tag
สิ่งที่คุณได้: ช่องทางที่ผู้ใช้ชอบกลายเป็น segment ที่ยิงแคมเปญได้ทันที ผู้ใช้แบ่งกลุ่มตัวเอง และคุณไม่ต้องเดาอีกต่อไปว่าควรใช้ช่องทางไหน
Personalize และ localize
Personalization ยิ่งยากขึ้นทุกครั้งที่มีเงื่อนไขใหม่และภาษาใหม่ เพราะแต่ละอย่างทำให้ข้อความที่ต้องเขียนและดูแลให้ทันสมัยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ลูกค้า Pushwoosh มอบงานทั้งสองส่วนนี้ให้ ManyMoney: จับคู่ข้อความที่ใช่กับผู้ใช้แต่ละคน และทำให้ข้อความตรงกันในทุกเวอร์ชันภาษา
9. ส่งข้อความตามข้อมูลผู้ใช้ ในทุกภาษา
กรณีของลูกค้า: แอปด้านโภชนาการต้องการกระตุ้นผู้ใช้ที่คะแนนสุขภาพโดยรวมกำลังลดลง ข้อความต้องระบุเหตุผลจริง: แคลอรี่ จำนวนก้าว หรือโปรตีน
ผู้ใช้ที่คะแนนต่ำกว่า [เกณฑ์] ควรได้รับข้อความตามเหตุผล: [เหตุผล A], [เหตุผล B] หรือ [เหตุผล C]หา event ที่ถูกต้อง และเขียนข้อความแยกสำหรับแต่ละเหตุผลManyMoney ทำอะไร: หา event ที่มีคะแนนและเหตุผลอยู่ เขียนข้อความหนึ่งแบบต่อหนึ่งเหตุผล และปรับน้ำเสียงในภาษาของแอปจนฟังดูเป็นธรรมชาติ
ถ้าต้องแก้เนื้อหาที่มีอยู่แล้ว prompt เดียวครอบคลุมทุกภาษา:
แทนที่ข้อความในเทมเพลต "[ชื่อเทมเพลต]" ด้วยข้อความนี้ห้ามแตะสไตล์ทำแบบเดียวกันในทุกเวอร์ชันภาษาสิ่งที่คุณได้: จากไอเดียไปสู่ข้อความพร้อมใช้ใน 1 บทสนทนา สำหรับแบรนด์ในไทยที่สื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ข้อนี้ช่วยประหยัดเวลาได้มาก โปรดทราบว่า preset หลายภาษา รองรับ push, อีเมล, SMS และ LINE ส่วนข้อความ WhatsApp ต้องใช้ preset แยกสำหรับแต่ละภาษา
📖 อ่านเพิ่มเรื่องการ target ตามภาษา: Localized messaging
ดูแลการตั้งค่าให้พร้อมใช้งาน
คำถามที่กินเวลาทีมการตลาดมากที่สุดบางข้อฟังดูง่าย: “ทำไม push นี้ไม่มาถึง?” คำตอบมักซ่อนอยู่ใน log และข้อมูลอุปกรณ์ที่นักการตลาดแทบไม่เคยเปิดดู
สำหรับคำถามแบบนี้ Pushwoosh มีโหมดเฉพาะชื่อ Troubleshoot with ManyMoney AI ที่ตรวจการตั้งค่าให้คุณ และกลับมาพร้อมผลวินิจฉัยภายในไม่ถึงหนึ่งนาที
10. หาสาเหตุว่าทำไม test push ไม่มาถึง
กรณีของลูกค้า: ทีมส่ง test push แต่ไม่มีอะไรขึ้นบนโทรศัพท์ ปัญหาอยู่ที่ token, environment หรือการตั้งค่า? ก่อนจะเปิด ticket ลองถามดูก่อน:
ตรวจว่าทำไม test push ไม่มาถึงอุปกรณ์ของฉัน: ดูการลงทะเบียนอุปกรณ์และ log การส่งManyMoney ทำอะไร: ในโหมด troubleshooting มันตรวจการลงทะเบียนอุปกรณ์ tracking log, tag และการตั้งค่าแอป การวินิจฉัยเต็มรูปแบบมักใช้เวลา 10–30 วินาที ถ้าการแก้ไขต้องเปลี่ยนอะไรในบัญชีของคุณ ManyMoney จะถามก่อนทำ ถ้าสาเหตุอยู่นอกสิ่งที่มันมองเห็น มันจะร่าง support ticket พร้อมทุกอย่างที่พบไว้ให้
สิ่งที่คุณได้: สาเหตุที่เจาะจงพร้อมแผนแก้ไข ไม่ใช่ checklist ทั่วไป และได้ก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นเธรดคุยกับ support
ทีมเขียน prompt ให้ได้ผลอย่างไร
prompt ที่ดีที่สุดในกลุ่มตัวอย่างของเรามี 3 นิสัยร่วมกัน และไม่มีข้อไหนต้องใช้ทักษะ prompt engineering เลย
- ระบุชื่อสิ่งที่ต้องการให้ชัด “ตรวจ journey [ชื่อ]” ดีกว่า “ตรวจ journey ของฉัน” agent รู้ว่าต้องดูตรงไหน และคุณก็รู้ว่ามันไปแตะอะไร
- จำกัดให้ใช้ข้อมูลจริง “ใช้เฉพาะ tag ที่มีอยู่ในโปรเจกต์นี้” ช่วยไม่ให้ agent สร้างงานบน event ที่คุณไม่ได้เก็บ draft จึงใช้งานได้ตั้งแต่วันแรก
- ใส่จุดตรวจทาน “แสดงแผนให้ดูก่อน”, “บันทึกไว้เป็น Draft”, “ยังไม่ต้องสร้างอะไร” คุณได้ตรวจก่อนที่อะไรจะเปลี่ยน นิสัยข้อนี้ข้อเดียวสร้างความไว้วางใจได้มากกว่าการตั้งค่าใด ๆ
เคล็ดลับ: ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อมูลรองรับไอเดียหรือเปล่า ให้ ManyMoney ตรวจก่อน “ออกแบบชาเลนจ์ [ทำ N action ใน N วัน → รับรางวัล] ตรวจว่าเรามีข้อมูล event เพียงพอหรือไม่ และยังไม่ต้องสร้างอะไร” ก็เป็น prompt แรกที่ดีมากแล้วครับ
เริ่มต้นใช้งาน ManyMoney
ใช้ Pushwoosh อยู่แล้ว? เปิด AI Assistant ใน Control Panel แล้วเปิด Full Automation เพื่อให้ agent เปลี่ยนแปลงบัญชีของคุณได้ จากนั้นเลือก 1 งานจากรายการนี้
Pro tip: เริ่มจากงานที่เจาะจง เช่น ให้ ManyMoney ตรวจ journey ที่คุณกำลังจะเปิดตัว คุณจะเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้างกับข้อมูลของคุณเองตั้งแต่คำตอบแรก
เพิ่งรู้จัก Pushwoosh? สมัครแล้วรัน prompt เหล่านี้กับโปรเจกต์ของคุณเองได้เลย
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด