อยากเพิ่มความเคลื่อนไหวของผู้ใช้และเห็น DAU และ MAU เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ในรายงานประสิทธิภาพแอปของคุณไหมคะ? กลยุทธ์หลักๆ มีเพียงสองข้อค่ะ

กุญแจสำคัญคือการส่งข้อความอัตโนมัติ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ Beach Bum ใช้ค่ะ ด้านล่างนี้คือสองวิธีที่พิสูจน์แล้วในการเพิ่มการใช้งานแอปมือถือของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้ในกลยุทธ์ของคุณค่ะ

กลยุทธ์ที่ 1: เพิ่มความถี่ในการใช้งานแอปด้วยการผสานเข้ากับกิจวัตรประจำวันของผู้ใช้

การกระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างนิสัยในการใช้แอปของคุณอาจดูท้าทายค่ะ แต่ในฐานะผู้จัดการผลิตภัณฑ์ คุณมีไพ่เด็ดอยู่ในมือ นั่นคือการแจ้งเตือนแบบ push และแคมเปญอีเมลที่ดึงผู้ใช้กลับมาค่ะ

มาดู 6 กลยุทธ์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้กันค่ะ

1. สร้างตารางเวลาที่เกิดซ้ำสำหรับการส่ง push ให้ผู้ใช้ทุกคน

ส่ง push ในเวลาที่กำหนดแน่นอน แล้วผู้ใช้จะเริ่มสร้างนิสัยค่ะ หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาจะรอคอยการแจ้งเตือนของคุณ

ลองดู 4 ตัวอย่างจาก Babbel แอปเรียนภาษาที่ชวนผู้ใช้เริ่มต้นวันด้วยบทเรียนตอนเช้ากันค่ะ

💡 สังเกตข้อความของพวกเขานะคะ—อบอุ่นและชวนติดตาม จำไอเดียนี้ไว้เมื่อคุณเขียนข้อความ push ของตัวเองค่ะ:

Recurring push notifications Babbel

การสร้างแคมเปญแบบ Babbel ทำได้รวดเร็วด้วย Pushwoosh ค่ะ คุณออกแบบโฟลว์ง่ายๆ ใน Customer Journey Builder:

Lesson reminder recurring push notification campaign Pushwoosh

ตั้งเวลาให้ทำงานอัตโนมัติทุกวัน เพื่อไม่ให้กลายเป็นงานเพิ่มในลิสต์ของคุณค่ะ:

Scheduled launch settings for a recurring push notification in Pushwoosh

เสร็จแล้วค่ะ ผลที่เก็บง่ายที่สุดก็เก็บไปแล้ว 🍎

2. ปรับแต่ง push ตามพฤติกรรมของผู้ใช้

ลองนึกภาพนะคะ: คุณเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่ Scribd ห้องสมุดเอกสารดิจิทัล เครื่องมือติดตามพฤติกรรมของคุณบอกว่าผู้ใช้คนหนึ่งเพิ่งเริ่มอ่าน “Tender is the Night” ของ F. Scott Fitzgerald ข้อมูลนี้ทำให้คุณส่ง push ถามได้ว่าเขาสนใจอ่านหนังสือคลาสสิกเล่มอื่นไหม

ดู push นี้ให้ดีค่ะ มันถูกออกแบบมาเพื่อดึงผู้ใช้กลับไปที่ Scribd เพราะมันอิงจากสิ่งที่เขาทำจริงๆ:

Behavior-based push notification example

ก่อนเปิดตัวแคมเปญแบบ Scribd คุณต้องมีวิธีแบ่งกลุ่มผู้ใช้ก่อนค่ะ ใช้ default events ของเราที่สร้างจากฟีดแบ็กลูกค้า หรือ ผสานเครื่องมือติดตามพฤติกรรมของคุณ กับ Pushwoosh แค่ 5-6 ขั้นตอนก็เริ่มส่ง event สำหรับการแบ่งกลุ่มได้แล้วค่ะ

ในการสร้างแคมเปญ ตั้งค่าการเข้าของกลุ่มเป้าหมายตามทริกเกอร์ที่กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่เปิดแอปวันนี้ค่ะ จากนั้นเพิ่มองค์ประกอบ “wait for trigger” เพื่อระบุคนที่เริ่มอ่านวรรณกรรมคลาสสิก นี่คือเวอร์ชันที่เรียบง่ายเพื่อเป็นตัวอย่างค่ะ:

Behavior-based customer journey example Pushwoosh
ดูการทำงานของ Pushwoosh
ขอเดโม

3. ส่ง push ตามความต้องการของผู้ใช้

ถามผู้ใช้ว่าอยากได้รับข่าวสารจากคุณเมื่อไหร่ ค่านิยมของ push จะเพิ่มขึ้นค่ะ ลองดูสองตัวอย่างกัน: Calm แอปยอดนิยมสำหรับการทำสมาธิและการนอนหลับ และ PunchLab แอปฝึกชกมวย

ทั้งสองแอปให้ผู้ใช้ปรับแต่งการแจ้งเตือนตามตารางเวลาของตัวเองค่ะ แต่ Calm ก้าวไปอีกขั้นด้วยการแนะนำเวลาทำสมาธิที่ดี เช่น หลังตื่นนอนหรือก่อนนอน และกระตุ้นให้ฝึกทุกวันค่ะ:

Setting reminders in-app examples

หากต้องการส่ง push ตามความต้องการด้วย Pushwoosh ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ค่ะ:

  1. กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ใหม่: มุ่งเน้นผู้ใช้ที่เปิดแอปครั้งแรก
  2. ข้อความในแอป: แสดงข้อความชวนตั้งค่าตารางการแจ้งเตือน
  3. แท็กผู้ใช้ที่ opt-in: แท็กคนที่เลือกรับ push ในเวลานั้น
  4. ติดตามผู้ใช้ที่ยังไม่ opt-in: แสดงข้อความอีกครั้งในครั้งต่อไปที่เปิดแอป
  5. การแท็กขั้นสุดท้าย: แท็กทุกคนที่ opt-in ระหว่างการติดตาม และปิดแคมเปญค่ะ

นี่คือตัวอย่างของแคมเปญค่ะ:

Opt-in for push notification reminders campaign example Pushwoosh

4. ส่งการแจ้งเตือนส่วนบุคคล

แล้วถ้าต้องส่ง push ในเวลาเฉพาะเจาะจงและเป็นส่วนตัวล่ะคะ เช่น เตือนผู้ใช้เกี่ยวกับกิจกรรมสดที่ลงทะเบียนไว้? ใช้ฟีเจอร์ Time Delay แบบไดนามิกได้เลยค่ะ

ก่อนลงรายละเอียดการตั้งค่า มาดูกันว่า Insight Timer แอปทำสมาธิที่มีรีวิวมากกว่า 700,000 รีวิว ส่งการแจ้งเตือนส่วนบุคคลเกี่ยวกับกิจกรรมสดอย่างไรค่ะ

สิบนาทีก่อนกิจกรรม ผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือน push สังเกตว่าปรับแต่งด้วยรูปภาพครูผู้สอน (🤫 ด้วย Pushwoosh คุณก็เพิ่มรูปภาพในการแจ้งเตือน push ได้เช่นกันค่ะ)

Insight Timer จับคู่การแจ้งเตือนนี้กับข้อความในแอปที่ให้รายละเอียดเครื่องมือที่ต้องใช้ในการฝึกฝนค่ะ:

Live event email reminder example

กิจกรรมสดช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับครูผู้สอนและชุมชนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่แท้จริงค่ะ

หากต้องการสร้างแคมเปญแบบนี้ด้วย Pushwoosh ให้กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกิจกรรมก่อนค่ะ จากนั้นตั้งเวลาส่ง push หนึ่งชั่วโมงก่อนกิจกรรมเริ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ ทำสองสิ่งนี้ค่ะ:

  1. ตรวจสอบว่าผู้ใช้ที่เปิด push เข้าร่วมกิจกรรมจริงหรือไม่
  2. ส่งอีเมลถึงผู้ใช้ที่ไม่ได้เปิด push 30 นาทีก่อนกิจกรรมเริ่ม และติดตามว่าพวกเขาเข้าร่วมภายหลังหรือไม่ เช่นเดียวกับแคมเปญด้านล่างนี้ค่ะ:
Push reminder scheduled activity campaign example Pushwoosh

5. ส่ง push ตามกิจกรรมชุมชนในแอป

มีชุมชนที่มีส่วนร่วมสูงไหมคะ? กระตุ้นผู้ใช้ด้วย push เกี่ยวกับกิจกรรมของเพื่อนและคู่แข่งในแอปได้เลยค่ะ ใครจะต้านทานแรงกดดันจากเพื่อนได้บ้าง?

ลองดู Duolingo แอปเรียนภาษาที่มีบทเรียนสั้นๆ และวิธีที่ใช้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อดึงผู้ใช้กลับมากันค่ะ

push นี้กระตุ้นจิตวิญญาณการแข่งขันของผู้ใช้ ผลักดันให้พวกเขาทวงคืนตำแหน่งที่เสียไปในลีกค่ะ:

Duolingo engaging push example

มาลองวิเคราะห์ย้อนกลับแคมเปญของ Duolingo ที่อัปเดตผู้ใช้เกี่ยวกับกิจกรรมของเพื่อนๆ กันค่ะ

เริ่มแคมเปญด้วย entry point ที่ใช้ API ที่กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่เสียตำแหน่งในลีก จากนั้นส่ง push ส่วนบุคคลแรกที่มี dynamic content ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละผู้ใช้ สะท้อนลีกและตำแหน่งที่เสียไปของแต่ละคน จากนั้นรอ 4 ชั่วโมงก่อนส่ง push ที่สองหรือแสดงข้อความในแอปที่กระตุ้นให้ผู้ที่เปิดแอปเริ่มบทเรียนค่ะ:

API-based entry Pushwoosh

6. ส่งอีเมลแจ้งเตือนโอกาสสุดท้าย

ผู้ใช้บางคนไม่ตอบสนองต่อ push ไม่ว่าจะปิดไว้หรือยุ่งเกินไปค่ะ อีเมลสามารถดึงพวกเขากลับมาได้ มาดูกันว่า Duolingo เชื่อมต่อกับผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้งานอีกครั้งอย่างไรค่ะ

การปรับให้เป็นส่วนตัวคือหัวใจของแคมเปญนี้ค่ะ และ Duolingo ก็ทำได้ดีมาก อีเมลมีชื่อผู้ใช้และเตือนว่าไม่ได้เรียนภาษาที่เลือกมากี่วันแล้ว

Duolingo ยังนำสายตาไปที่ CTA ได้อย่างชาญฉลาดค่ะ Duo กระพือปีกไปทางปุ่ม ดึงสายตาไปที่การคลิก:

Duolingo email reminder example

หากต้องการดึงดูดผู้ใช้แอปที่ไม่ได้ใช้งานกลับมาอีกครั้ง ใช้เทมเพลตอีเมล re-engagement ของเราเพื่อแจ้งให้พวกเขารู้ว่ากำลังพลาดกิจกรรมอะไรในแอปค่ะ คุณสามารถปรับแต่งเทมเพลตด้วยแท็กได้เช่นกันค่ะ

ดูการทำงานของ Pushwoosh
ขอเดโม

กลยุทธ์ที่ 2: เพิ่มระยะเวลาของเซสชัน

เพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมและยืดเซสชันให้ยาวขึ้น ใช้ข้อความในแอปค่ะ ข้อความในแอปมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีบทบาทของตัวเอง:

  1. Half-interstitials และ interstitials เหมาะสำหรับการขอ opt-in การแจ้งเตือน แบบสำรวจ และประกาศสำคัญ
  2. Modals (ส่วนหัวหรือส่วนท้ายที่ติดอยู่) ดีมากในการกระตุ้นให้สมัครรับ push
  3. Full-screen covers เหมาะกับ onboarding, บทช่วยสอน และการแจ้งเตือนการสมัครสมาชิก
  4. Inline in-apps ให้ผู้ใช้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องออกจากหน้าจอปัจจุบัน
  5. In-app stories ดึงดูดความสนใจได้ทันที มักมีโพล แบบทดสอบ หรือการปัดขึ้นที่ชวนให้มีปฏิสัมพันธ์ค่ะ

มาดูรูปแบบข้อความในแอปที่พบบ่อยที่สุดกันค่ะ:

Pushwoosh in-app formats

กำลังโปรโมตฟีเจอร์ใหม่หรือการอัปเกรด หรืออยากได้ฟีดแบ็กไหมคะ? Pushwoosh In-App Builder ช่วยให้สร้างข้อความในแอปได้ง่ายขึ้นค่ะ เลือกเทมเพลตสำเร็จรูปหรือออกแบบเองด้วยอินเทอร์เฟซแบบลากและวาง:

Pushwoosh in-app builder

1. ขับเคลื่อนการค้นพบฟีเจอร์ด้วยข้อความในแอป

กระตุ้นให้ผู้ใช้ยอมรับฟีเจอร์ใหม่ด้วยการเน้นในข้อความแอปเพื่อเร่งการนำไปใช้ค่ะ ASOS แอปช็อปปิ้ง ใช้รูปแบบข้อความในแอปที่หลากหลายเพื่อโปรโมตฟีเจอร์ใหม่: แบบเต็มหน้าจอ แบบติดหนึบ และแบบอินไลน์:

ASOS in-app message format examples

💡 ไม่แน่ใจว่าฟีเจอร์ใหม่จะเหมาะกับผู้ใช้ทั้งหมดไหม? ลองนำเสนอให้แก่กลุ่มผู้ใช้ผ่านข้อความในแอปแล้วสังเกตปฏิกิริยาค่ะ วิธีนี้จะช่วยให้คุณเปิดตัวฟีเจอร์ที่ให้คุณค่าสูงสุดได้ค่ะ

2. ปรับแต่งการ onboarding ผู้ใช้ให้เป็นส่วนตัว

ใช้ข้อความในแอปเพื่อปรับแต่งการ onboarding ให้เป็นส่วนตัวค่ะ ถามคำถามเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังของผู้ใช้ที่มีต่อแอป

ตัวอย่างเช่น MoneyCoach แอปการเงินส่วนบุคคล ชวนผู้ใช้แชร์ความคาดหวังเพื่อปรับแต่งประสบการณ์ให้เป็นส่วนตัวค่ะ คำตอบเหล่านี้ยังช่วยให้ทีมเข้าใจความต้องการของผู้ใช้และพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ด้วยค่ะ:

MoneyCoach user questionnaire example

ลูกค้า Pushwoosh ใช้Default Eventsเพื่อระบุผู้ใช้ใหม่และใช้ entry ตามทริกเกอร์เพื่อเริ่มแคมเปญ onboarding ที่ตรงเป้าหมายค่ะ เมื่อทำให้เป็นอัตโนมัติตามการกระทำของผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง แคมเปญเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงทั้งประสบการณ์ onboarding และการรักษาผู้ใช้ในระยะยาวค่ะ:

Default trigger event campaign Pushwoosh

3. กระตุ้นให้ผู้ใช้อัปเกรด

หากคุณดำเนินการแอปแบบสมัครสมาชิก คุณสามารถโปรโมตการอัปเกรดและทำให้ผู้ใช้ใช้เวลาในแอปที่จ่ายเงินไปนานขึ้นได้ตามธรรมชาติค่ะ แสดงข้อความในแอปที่เน้นประโยชน์ของการอัปเกรดเป็นการสมัครสมาชิกแบบพรีเมียม ลองดูว่า Lightroom ใช้ข้อความในแอปเพื่อแสดงฟีเจอร์พรีเมียมอย่างไรค่ะ:

Feature adoption in-app examples Lightroom

อยากกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่เปิดใช้งานการทดลองใช้ฟรีแต่ยังไม่ได้ซื้อไหมคะ? ลองผลักดันพวกเขาด้วยลำดับข้อความในแอปสู่แผนบริการค่ะ นี่คือลักษณะของกลุ่มผู้ใช้นี้ใน Pushwoosh:

Pushwoosh segment builder free trial users segment

คุณสามารถสร้างsegmentsแบบกำหนดเองจากแท็กและ event มาตรฐานหรือแบบกำหนดเองได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้วเพื่อกระตุ้นให้อัปเกรดค่ะ

ดูการทำงานของ Pushwoosh
ขอเดโม

4. รวมแบบสำรวจเชิงโต้ตอบ

เพิ่มองค์ประกอบที่น่าสนใจอย่างแบบสำรวจเพื่อยืดเวลาการมีปฏิสัมพันธ์ค่ะ อย่าลืมเว้นพื้นที่สำหรับความคิดเห็นแบบอิสระ เพื่อให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็นได้อย่างแท้จริงค่ะ

Insight Timer แอปทำสมาธิ ใช้แบบสำรวจห้าดาวพร้อมข้อความในแอปแบบติดหนึบที่ทำให้พื้นหลังมืดลง ช่วยให้ผู้ใช้จดจ่อกับคำถามค่ะ

จุดที่น่าสนใจ: แบบสำรวจนี้แสดงเฉพาะผู้ใช้ที่ฟังการทำสมาธิตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้นค่ะ:

User feedback prompt example Insight Timer

ในทำนองเดียวกัน คุณสามารถแบ่งกลุ่มผู้ใช้ที่ดำเนินการที่มีความหมายในแอปเสร็จสิ้นแล้ว เช่น การซื้อสินค้า ก่อนขอให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นค่ะ ใช้Default Eventsของเราเพื่อแบ่งกลุ่มผู้ใช้อย่างเหมาะสมและขอความคิดเห็นในเวลาที่เหมาะสมค่ะ

การใช้งานแอปที่เพิ่มขึ้น: คาดหวังอะไรได้บ้าง?

เมื่อกลยุทธ์การมีส่วนร่วมทำงาน ระยะเวลาและความถี่ของเซสชันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยยก DAU และ MAU ให้สูงขึ้นค่ะ นี่คือกลยุทธ์ที่เพิ่มความเคลื่อนไหวของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ชั่วสัปดาห์เดียวค่ะ

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าของเรา Bladestorm เพิ่ม MAU ขึ้น 16.62% และรักษาให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมภายในแอปอย่างต่อเนื่องค่ะ

เครื่องมือที่ใช้งานง่ายของ Pushwoosh ทำให้การมีส่วนร่วมแบบส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพค่ะ เริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับผู้ใช้ของคุณวันนี้ แล้วดูประสิทธิภาพของแอปพุ่งสูงขึ้นค่ะ

ดูการทำงานของ Pushwoosh
ขอเดโม

Anna Voronina
Content Writer ที่ Pushwoosh
แชร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด